การติดตั้ง Phalcon บน XAMPP

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำการติดตั้ง Phalcon สำหรับคนที่ใช้งาน XAMPP ซึ่งการติดตั้ง Phalcon จะไม่เหมือนกับ Framework ตัวอื่นๆ เนื่องจาก Phalcon จะใช้ implement ด้วย C แล้วทำเป็น extension สำหรับ PHP ดังนั้นเราต้องทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ทำการ Clone sourcecode มาจาก github ด้วย command ด้านล่างนี้ (ถ้าไม่มี git ต้องไปติดตั้ง git ก่อนนะครับ)
  2. หลังจากได้ source code มาแล้วเราต้องทำการ compile source code  ที่ได้ด้วยคำสั่งนี้
  3. เมื่อทำการติดตั้งเรียบร้อยเราจะได้ไฟล์ extension สำหรับใช้งานใน apache มาแล้วเรียบร้อย หลังจากนั้นเราแค่ทำการ incude extension ตัวนี้โดยเข้าไปแก้ไฟล์ php.ini ซึ่งถ้าเป็น XAMPP เราเลือกที่ Configuration จะมี PHP.ini ให้เลือก หรือจะเข้าไป edit ที่ไฟล์โดยตรงก็ได้ ส่วน path ของ php.ini ก็จะขึ้นแยู่กับ OS ที่ใช้งาน(ลอง find หาดูก็ได้ครับ) เมื่อเปิดไฟล์ขึ้นมาได้แล้วให้ทำการเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปใน PHP.ini(วางไว้ล่างสุดก็ได้)
  4. ขั้นตอนสุดท้าย ทำการ restart web server แล้วเข้าไปตรวจสอบโดยเข้า run คำสั่ง

    หรือ

    แล้วลองตรวจสอบดูว่า มีคำว่า phalcon อยู่ในผลลัพธ์หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์

PHP Micro framework คืออะไร

หลังๆมี framework ใหม่ๆออกมาแสดงตัวกันเยอะมาก และก็บอกว่าตัวเองเป็น Micro framework แม้แต่ Symfony ใน Version ใหม่ก็ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ Enterprise เพียงอย่างเดียวยังสามารถทำให้ตัวเองเป็น Micro framework ได้ แถมยังแนะนำให้คนอื่นมาพัฒนา framework บน Core ของ Symfony อีกด้วย

แล้ว Micro framework คืออะไร จากชื่อก็คงนจะพอเดาได้ไม่ยากว่า เป็น framework ที่มีขนาดเล็ก แล้วทำไมต้องมี Micro framework ในภาษาอื่นๆไม่เห็นจะมี Micro framework กันเลย สงสัย PHP เป็นภาษาที่มี Framework เยอะที่สุดในโลกมั้ง เลยทำให้คนทำแข่งกันทำ framework ออกมากันเยอะแยะเต็มไปหมด จุดขายที่สำคัญคือทางเลือกที่ไม่ใช่ Framework แบบ Enterprise อย่างเดียว ถ้าต้องการ MVC framework แต่ไม่ต้องการให้มี folders เป็นสิบๆ folders(อันนี้เวอร์ไป) อยากได้ Project เล็กๆ แบบมีแค่ไม่กี่ folder ตัว Micro framework จะมาตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด

สรุปแล้วถ้าอยากได้ MVC ที่มี folder น้อย มี library ให้ใช้งานเท่าที่จำเป็น ถ้าอยากได้ library ตัวไหน เพิ่มก็ไปติดตั้งเพิ่มเอาเอง เรียกได้ว่าถ้าเป็นเสื้อนี่เรียกว่าแบบเข้ารูปพอดีเป๊ะ

แล้วจะเลือก Micro framework ตัวไหนดี Micro framework มีให้เลือกมากมาย ตัวที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมน่าจะเป็น Slim, Silex, Lumen, Phalcon, Symfony, F3(Fat-Free Framework) เรามาดูว่าแต่ละตัวจะมีจุดเด่นยังไงบ้าง

Slim

ถ้าพูดถึง Micro framework นี่ต้องนึกถึง Slim เป็นตัวแรกเพราะเป็นตัวที่ Performance ดีมากเคยเป็นตัวที่ Performance ดีที่สุด ข้อเสียคือเริ่มต้น Project แบบไม่มีอะไรให้เลยจริงๆ มัน minimal เกินไปสำหรับคนที่เริ่มเขียน MVC ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่

Silex

Silex เป็นของ Sensiolabs(ทีมพัฒนา Symfony) แล้วก็แน่นอนว่า Silex พัฒนาบน Symfony2 Components ดังนั้นถ้าคนที่คุ้นเคยกับ Symfony อยู่แล้วการดึงเอา Component ของ Symfony มาใช้ใน Silex จะไม่ใช่เรื่องยาก ข้อดีคือมี Components ให้เลือกเยอะ แต่ข้อเสียคือ Performance จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

Lumen

ตัวนี้เป็นทางฝั่งของ Laravel ส่งเข้าประกวด ใครที่คุ้นเคยกับการใช้งาน Laravel การใช้ Lumen จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ และข้อดีที่เจ๋งมากของ Lumen คือเราสามารถที่จะ upgrade ขึ้นไปใช้ Laravel ได้ อีกอย่างนึงก็คือ performance ดีที่สุดในกลุ่มที่เขียนด้วย PHP ด้วยกัน (ไม่นับ Phalcon เพราะเขียนขึ้นมาด้วย C) ข้อเสียคือ เริ่มต้นมามี Folder ให้เหมือนกับ Laravel เลยซึ่งอาจดูไม่ค่อยเหมือน Micro framework ซักเท่าไหร่

Fat-Free Framework(F3)

เป็นน้องใหม่ที่เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ F3 มี function ให้ใช้งานเยอะกว่าตัวอื่นๆ แต่ข้อเสียคือตัว ORM จะยังไม่ Support การ Join ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทีมพัฒนายังคงต้องแก้ปัญหากันต่อไป

Phalcon

อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าจุดเด่นของ Phalcon อยู่ที่ Performance แต่ข้อเสียของ Phalcon คือเมื่อมีการ upgrade PHP ก็จะต้องรอให้ทีมพัฒนาทำการ upgrade Phalcon ให้เข้ากับ PHP version ใหม่ๆ อาจไม่ค่อยสะดวกสำหรับยเรื่องของการ upgrade อย่างในตอนนี้คงต้องรอว่า Phalcon จะออก version ใหม่ที่ support PHP 7 เมื่อไหร่ ติดตามได้ที่นี่

ลองศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียของ Framework ต่างๆ แล้วเลือกให้เหมาะกับงานและทีมงานของเรา เพราะแต่ละตัวก็ต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังเลือกใช้งาน Framework กันอยู่นะครับ

การสร้าง child themes ใน WordPress

ในการใช้งาน WordPress ปัญหาที่เราต้องเจอบ่อยๆคือ เมื่อเราต้องทำการแก้ไขไฟล์  style.css, functions.php หรือ ไฟล์อื่นๆ ใน folder ของ theme ที่เราเลือกมาใช้ แต่ถ้าเราทำการ update theme จะทำให้ไฟล์ ที่เราทำการแก้ไขนั้นถูก save ทับไปกลายเป็นของใหม่ ซึ่งจะทำให้ ต้องทำการ copy file เก่าขึ้นไปใหม่ ซึ่งจะทำให้เป็นปัญหาในการทำงานเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเราใช้ child themes จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป(เป็นวิธีการที่ wordpress แนะนำให้ทำ เมื่อเราต้องการ customize theme)

ต่อไปเราก็มารู้จักกับ Child Themes กัน จากชื่อก็คงพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าคือการ Inherit มาจาก Parent Theme(theme ต้นฉบับ) พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือการที่เรา copy เอา theme ของเค้ามาสร้างเป็น theme ของเราเอง โดยที่เราไม่ต้องทำการ copy file ของเค้ามาใช้งาน แค่บอกว่าส่วนที่เราอยากจะเพิ่มคือส่วนไหนเท่านี้ก็พอ

ขั้นตอนในการสร้าง child themes คือ

  1. ทำการสร้าง folder theme ใหม่ของเราไว้ที่ folder-ที่เราติดตั้ง-wordpress/wp-content/themes ตั้งชื่ออะไรก็ได้ แต่ในควรจะตั้งชื่อตาม parent theme เพื่อป้องกันความสับสนและง่ายในการแก้ไข เข่นจะสร้าง child ของ theme twentyfifteen ก็ตั้งชื่อเป็น twentyfifteen-child ตามรูป child-theme-items
  2. เมื่อได้ folder ที่เราต้องการแล้วเราก็จะสร้าง file style.css ของเราไฟล์นี้ wordpress จะเอาไปต่อจากของเก่า เพราะฉะนั้นเราสามารถเขียน css ทับของเก่าได้เลย แต่ต้องระบุรายละเอียดของ theme ไว้ใน file ตามนี้

    ส่วนที่ต้องระวังคือ Template จะเป็นชื่อของ parent theme แต่จะเป็นตัวเล็กเท่านั้น(ไปเปิดดูในไฟล์ style.css ของ parent theme จะมีชื่อ Theme Name อยู่ ให้ใช้ชื่อนั้นแต่เปลี่ยนเป็นตัวเล็กทั้งหมด)
  3. เข้าไปในหน้า admin ของ wordpress แล้วก็ทำการเลือกใช้ theme ของเราแทนของเก่า โดยเข้าไปที่ menu Appearane -> Themes เลือก activate theme ที่เราสร้างขึ้น

เป็นอันเรียบร้อยเราจะได้ child theme ขึ้นมาใช้งานโดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับ theme ที่เราเอามาเป็นต้นแบบ

ถ้าเราหา theme ใหม่ของเราไม่เจอแสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นให้ดูด้านล่างจะมีส่วนของ Broken themes จะมีรายละเอียดว่า Error ที่จุดไหน เช่น ถ้าเราเขียนชื่อ parent theme ผิด(อาจใช้ ตัวพิมพิ์ใหญ่) ทำให้หา parent theme ไม่เจอ เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ที่

https://codex.wordpress.org/Child_Themes

เริ่มต้นเขียน ECMAScript 6 ด้วย Babel ตอนที่ 1

ก่อนเริ่มต้นทำความรู้จักกับ Babel มารู้จักกับ ECMAScript 6 หรือเรียกสั้นๆว่า ES6 เป็น Specification ของ JavaScript ตัวใหม่ซึ่งตัวปัจจุบันที่เราเขียนกันอยู่ทุกวันนี้จะเป็น ECMAScript 5 หรือ ES5 ซึ่งใน ES6 จะมี รูปแบบการเขียนที่ง่ายขึ้นกว่า ES5 ในปัจจุบัน และยังมีความเป็น Object-Oriented มากขึ้นด้วย

ทีนี้ปัญหาก็คือ Standard ยังไม่สมบูรณ์ Browser ในปัจจุบันนี้เลยยัง support แค่บางส่วน (เราสามารถที่จะติดตามความคืบหน้าของ JavaScript แบบ ES6 ได้ที่นี่) ดังนั้นถ้าเราใจร้อนอยากจะลองใช้ JavaScript แบบใหม่นี้ก็ต้องมีตัวช่วย ซึ่งก็จะเป็น Transpiler (หรือ Transcompiler มาจาก Transform + Compiler เป็นการ Compile จาก Source Code ไปเป็น Source Code)  ตัว Transpile ที่ได้รับความนิยมมากๆ ก็จะมี LiveScript, TypeScript, CofeeScript และ Babel

อีกทางเลือกนึงคือการใช้ Chrome canary ซึ่งเป็น Chrome Version ใหม่ที่ Suppport ES6 มากกว่า Chrome ปกติ (แต่ Chrome canary ยังไม่ Stable เท่ากับ Chrome ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน)

คราวนี้มาทำความรู้จักกับ Babel กันบ้าง ในปัจจุบัน Babel จะเป็น Version 6.x ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงจาก Version 5 คือ จะไม่สามารถใช้ Babel แบบ in-browser ได้อีกแล้ว (เป็นการให้ Babel แปลง Javascript จาก ES6 เป็น ES5 ในฝัง Client ซึ่งข้อดีคือใช้งานง่ายไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอะไรเลย เพียงแต่เอาไฟล์ Babel.js เข้าไปวางใน Project เหมือนๆกับ JavaScript Library ทั่วๆไป แค่นั้นเอง แต่จะทำงานช้ากว่าการทำ Transpile) การใช้งาน Babel แบบ in-browser นั้นใช้ได้กับ Babel version ก่อน 5.8.x เท่านั้น

เริ่มต้นทำงานกับ Git Command ตอนที่ 2

หลังจากที่เราทำความรู้จักกับ Git Command สำหรับการเริ่มต้น Project ใน ตอนที่  1 กันมาแล้ว ในตอนนี้เราจะทำการจัดการเรื่องของ staging หรือ การเปลี่ยนแปลงของ Source Code ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ใช้งานกันบ่อยที่สุดในการทำงาน เพราะทุดวันเราต้องทำการ push หรือ pull code กันทุกวันอยู่แล้ว

ตอนนี้หลังจากที่เราได้ source code ที่ถูกเก็บอยู่ใน git repository แล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง source code แล้ว สถานะของ file จะเป็น modified(ดูได้จากคำสั่ง git status) เราจะต้องทำการ commit เข้าไปใน repository ในเครื่องของเราก่อน โดยใช้คำสั่ง

ในคำสั่ง commit จะต้องทำการใส่ parameter “-m” เข้าไปด้วย เพื่อให้เวลากลับมาค้นหา revision หรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะได้แยกออกว่า สิ่งที่เรา commit เข้าไปเป็นการแก้ไขปัญหา หรือ เพิ่ม code ส่วนไหนเข้าไป

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือเราจะทำการ commit ได้เราต้องทำการ add file เข้าไปใน repository ก่อนด้วยคำสั่ง git add เสมอ

หลังจากที่เราทำการ commit แล้วการเปลี่ยนแปลงของ source code จะเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงของ repository ในเครื่องของเรา เท่านั้น ถ้าเราต้องการเอา code ขึ้นไป update บน server จะต้องใช้คำสั่ง

แต่ในกรณีที่เราต้องกาารที่จะถอยหลังกลับไปยัง version ที่อยู่ใน local repository เราจะใช้คำสั่ง

ในส่วนของชื่อไฟล์ เราจะต้องระวังเรื่องของตัวอักษรตัวใหญ่หรือตัวเล็กด้วย

และถ้าเราต้องการจะเอา Code ล่าสุดบน Server ลงมา update ในเครื่องของเราจะใช้คำสั่ง

ในกรณีที่ทำงานหลายคนอาจเกิด Confilct แล้วต้องการบังคับให้ update source code บน Server เป็น source code ของเราให้ใช้คำสั่ง

แต่ถ้าจะใช้ version ที่อยู่บน Server เป็น version ล่าสุด ให้ pull ลงมาแล้วก็ push ขึ้นไปใหม่

เริ่มต้นทำงานกับ Git Command ตอนที่ 1

สิ่งที่จำเป็นในการทำงานกับ Git ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบ Command Line ด้วย Git bash หรือผ่านทาง GUI อย่าง Source Tree เราจำเป็นต้องเข้าใจการทำงานของ Git ก่อน ซึ่งในบทความนี้เราจะสอนใช้ command เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำงานทีละขั้นตอน เพื่อให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น

การทำงานกับ git เริ่มต้นได้จาก 2 กรณีด้วยกันคือ

  1. เริ่มต้นเขียน Code ใหม่ตั้งแต่ต้น (ยังไม่เคยอยู่ใน Repository ไหนมาก่อนเลย)
  2. เริ่มต้นจาก Code ที่มีอยู่แล้วใน Repository อาจมาจาก Github, Bitbucket หรือ git server ในองค์กร

การทำงานกับ git แบบเริ่มต้นเขียน Code ใหม่ตั้งแต่ตั้น

เริ่มต้นหลังจากที่เรามี source code เราจะเริ่มต้นทำงานด้วยคำสั่งแรกคือ

คำสั่งนี้จะเป็นการสร้าง folder ที่ชื่อว่า .git ให้เรา ซึ่งเราจะไม่มองไม่เห็น folder นี้เนื่องจากเป็น hidden folder

เนื่องจากการทำงานของ git เป็น distributed version control เลยทำให้มี 2 repository คือ local(อยู่ในเครื่องตัวเอง) และ remote(เครื่องที่เป็น server) เราต้องทำการระบุ remote repository เพื่อให้ git รู้ว่าเราจะเอา source code ไปเก็บไว้ที่ไหน(ถ้าทำงานคนเดียวก็ไม่ต้อง) โดยใช้คำสั่ง

หลังจากนี้ถ้าใช้่คำว่า origin ในคำสั่งของ git จะหมายถึง url ของ git repository

การทำงานกับ git แบบเริ่มต้นจาก Code ที่อยู่ใน repositoryอยู่แล้ว

การทำงานในลักษณะนี้จะต้องทำการดึง Code ที่อยู่บน Git Server มาไว้ในเครื่องของเรา ซึ่ง Git Server นั้นจะเป็นการใช้บริการแบบฟรีๆ จาก Github หรือ Bitbucket หรืออาจเป็นการติดตั้ง git server บนเครื่อง Server ใน network ของเราเองก็ได้

การทำงานจะเริ่มต้นจากการระบุว่า Git Repository ของเราอยู่ที่ไหน โดยใช้คำสั่ง

เมื่อทำการ clone ลงมาจาก server แล้วเราก็สามารถทำงานกับไฟล์ใน folder นี้ได้เหมือนกับที่เราสร้าง Code ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น

หลังจากเราทำการ เริ่มต้นสร้าง folder .git ขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นการใช้ git init หรือ git clone ก็ตามเราต้องทำการ add file ต่างๆ เข้าไปใน repository โดยใช้คำสั่ง

โดยถ้าเป็นครั้งแรกเราสามารถใช้เครื่องหมาย “.” ในการบอก git ให้ add ไฟล์ทั้งหมดใน folder นั้นเข้าไปใน repository

หลังจากนั้นให้ทำการตรวจสอบว่าไฟล์ของเราได้เข้าไปอยู่ใน repository แล้วรึยัง ให้ใช้คำสั่ง

เราจะเห็นได้ว่าไฟล์ไหน commited แล้วถ้ายังมีไฟล์ไหนอยู่ในส่วนของ untracking file แสดงว่าไฟล์นั้นยังไม่ถูก add เข้าไปใน repository

รู้จักการใช้งาน Emmet เบื้องต้น

ในปัจจุบันการเขียน Code HTML จำเป็นต้องรู้จักตัวช่วยอย่าง Emmet เพราะ Emmet จะช่วยทำให้เราสามารถเขียน HTML ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้ Systax ของ CSS ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนรู้การใช้งาน จึงไม่ใช่เรื่องยาก

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ Emmet กันก่อน Emmet จะเป็น Plug-in สำหรับ Text Editor สามารถใช้ได้กับ Text Editor เกือบทุกยี่ห้อบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็น Dreamwaver, Sublime, Atom, Eclipse หรือแม้กระทั้ง Notepad++ เราสามารถเข้าไป Download plug-in มาติดตั้งได้ที่ emmet.io/downlaod แต่ถ้าเราใช้ Editor ที่สามารถติดตั้ง Package ได้อย่างเช่น Sublime หรือ Atom เราสวามารถเข้าไปติดตั้ง Package ได้จาก Package Manager สำหรับแต่ละตัวได้เลย ซึ่งถ้าเป็นบาง Editor เช่น Atom หรือ Visual Studio Code จะทำการติดตั้ง Emmet มาให้เลย ไม่ต้องไป Download ให้เสียเวลา(สงสัยจะเป็น package ที่ขาดไม่ได้จริงๆ)

หลังจากได้ Emmet มาแล้วคราวนี้เราก็มาดูการใช้งานกัน เราสามารถใช้ Systax ในการเขียน CSS มาใช้ได้ดังนี้

ถ้าเราอยากได้

เราสามารถพิมพิ์

div#container (แล้วกด Tab)

สังเกตว่าเราใช้ # แทน id เหมือนใน CSS

และเช่นเดียวกันถ้าเราอยากได้

เราจะพิมพิ์

div.highlight (แล้วกด Tab)

ในทำนองเดียวกันเราสามารถใช้ “[]” ในการระบุ attribute ได้ นอกจากนี้ยังมี Syntax พิเศษสำหรับเพิ่มข้อความเข้าไปใน Element ด้วย เครื่องหมาย “{}”

เช่นถ้าเราต้องการผลลัพธ์เป็น

;

เราจะพิมพิ์

a[href=some-url]{click here} (แล้วกด Tab)

ส่วนถ้าเราต้องการ element ซ้อน element เราจะใช้ เครื่องหมาย “>”

เช่น ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์

เราจะพิมพิ์

header>h1 (แล้วกด Tab)

เราสามารถซ้อนลงไปกี่ขั้นก็ได้

ส่วนถ้าเราต้องการ

เราจะพิมพิ์

div>label+input (แล้วกด Tab)

และจุดเด่นที่สุดของ Emmet คือเราสามารถระบุจำนวนได้ด้วย เครื่องหมาย “*”

เช่นถ้าเราอยากได้

เราจะพิมพิ์

ul#list>(li.list-item*4) (แล้วกด Tab)

เราใช้ “*” เพื่อบอกว่าต้องการ li ที่มี class เป็น list-item ทั้งหมด 4 items

ลองฝึกใช้งานกันดูนะครับ รับรองว่าจะทำให้การเขียน HTML นั้นง่ายขึ้นจริงๆ และเราจะไม่จำเป็นต้องพึ่ง Design View อีกต่อไป

 

เปิด Terminal จาก Finder Windows บน Mac

ในปัจจุบันการทำงานของ Web Developer จะต้องทำงานกับ terminal มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโปรแกรม หรือ library ผ่านทาง npm หรือ bower หรือแม้กระทั่งการใช้ git command เองก็ตาม แต่การทำงานกับ Terminal ทุกครั้งกลับต้อง เปิด Terminal แล้วก็ cd เข้าไปยัง Path ที่เราต้องการทุกครั้ง ทั้งๆที่เราเปิด Finder ใน Folder นั้นอยู่

ในบทความนี้เราจะทำการเปิด Terminal แล้วไปยัง Folder ในขณะที่เรากำลังเปิด Finder อยู่ เหมือนกับใน Windows ที่เราสามารถที่จะพิมพิ์ cmd . ใน windows explorer ได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพิมพิ์ cd เข้าไปเอง

คราวนี้เรามาดูวิธีแก้ไปหานี้กัน โจทย์คือเราอยากเปิด Terminal ได้จาก Finder เลยโดยที่ไม่ต้องลง App เพิ่ม

  1. ไปที่ System Preferences แล้วเลือก Keyboard
  2. เลือก tab Shortcuts แล้วก็เลือก Menu Service
  3. ในตัวเลือกด้านขวามือจะมีตัวเลือก New Terminal at Folder อยู่ด้านล่าง (เลือกที่ตัวเลือกนี้ ตามรูป)
Open Terminal From Finder
หลังจากนั้นเมื่อเราคลิกขวาที่ Folder ใดๆก็ตามใน Finder ก็จะมี ตัวเลือก New Terminal at Folder อยู่ด้านล่างสุด ดังรูป
Right Click At Any Folder

นอกจากนี้เรายังมีทางเลือกอีกทางคือ เราจะเปิด Terminal ไว้ จากนั้น พิมพิ์คำสั่ง cd แล้วก็ลาก Folder จากใน Finder ไปวางไว้ใน Terminal ได้เลย ก็จำสามารถเข้าไปยังทำงานใน Folder ที่เราต้องการได้เช่นเดียวกัน

หวังว่าการเทคนิดในการเปิด Terminal จาก Finder windows จะช่วยให้การเปิด Terminal จะเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป

ความหมายของ Verification และ Validation

ในการทำ Software Testing จะใช้คำสองคำนี้พร้อมๆกัน อาจเป็นเพราะแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็น Verification อันไหนเป็น Validation ซึ่งถ้าเราดูใน CMMI-Dev จะแบ่งแยกออกเป็น 2 Processarea  หมายถึงมี processes(กลุ่มของ process) 2 กลุ่ม ซึ่งใน 2 กลุ่มนี้จะมีหน้าที่ต่างกัน

Verification จะตั้งคำถามว่า

Are we building the product right?

ส่วน Validation กลับตั้งคำถามว่า

Are we building the right product?

นั่นหมายความว่า Verification จะต้องการ product ที่ถูกต้องตาม Requirement และ design เนื่องจากกระบวนการในการทำ Verification(ขั้นตอนการ review รูปแบบต่างๆ) จะเน้นที่การ remove defect ออกตั้งแต่ phase แรกๆ เพื่อที่จะ effort ในการทำ testing ลง

ส่วน Validation จะหมายถึงการทดสอบ product ว่าตรงกับ business requirement หรือไม่(ไม่ใช่ Software Requirement นะครับ) พูดง่ายๆว่า Software ที่เราได้นั้นตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ และสามารถใช้งานได้จริง

และความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ Verification จะเน้นที่การตรวจสอบ Work product(สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแต่ไม่ใช่สิ่งที่เอาไปใช้งานจริง) แต่ส่วน Validation จะตรวจสอบที่ Product(Software ที่เราผลิดขึ้นมา) เป็นหลัก

ดังนั้นในการทำ Software Testing จำเป็นจะต้องทำทั้ง 2 กลุ่มนี้ ซึ่งอาจทำมากหรือทำน้อยให้พิจารณาจากขนาดและความซับซ้อนของ Project

สุดท้ายในการทำ Verfication และ Validation มีอีกหลายกระบวนการข้างในอีกมากมาย ซึ่งเราต้องจะนำมาพูดถึงในโอกาสต่อไป

เปิดอบรมหลักสูตร Mobile HTML5 23-24 สิงหาคม

Course Mobile HTML5 

หลักสูตรสำหรับ Web Developer ที่ต้องการทำ Web Mobile และ Tablet

ระยะเวลาอบรม  2 วัน

วันเสาร์ที่ 23 – วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2558

สถานที่อบรม  อาคารอโศก ทาวเวอร์

ลงทะเบียนท่านละ 6,500 บาท

พิเศษสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนก่อนวันที่ 5 สิงหาคมนี้
รับส่วนลดไปเลย 500 บาท/ท่าน!!!
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 062-419-9498, 095-448-2314